รักสุขภาพ
วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2558
อาหารคลายเครียด
อาหารเป็นปัจจัยสำคัญที่ทุกคนต้องรับประทานแต่อาหารบางประเภทถ้ารับประทานมากเกินไปอาจเกิดผลเสียต่อร่างกายและสุขภาพได้คะ เรามีอาหารที่จะแนะนำคืออาหารที่ได้จากธรรมชาติและคลายเครียดได้มาแนะนำกันคะได้แก่
ปลา ในปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยผ่อนคลายอาการเครียดและซึ้มเศร้าได้ทั้งวิตามินบี 6
และวิตามีนบี 12 โดยเฉพาะวิตามินบี 12 ยังช่วยให้สมองหลั่งสารแห่งความสุขอีกด้วย และเมื่อไรก็ตามที่ร่างกายขาดบี 12 จะทำให้รู้สึกซึมเศร้าหดหู่ขึ้นมาได้ ในมื้ออาหารแนะนำให้รับประทานปลาทูน่า ปลาแซลมอน หรือปลาแมคเคอเรลจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น
อัลมอนด์ อัลมอนด์ช่วยคลายเครียดได้ดี เนื่องจากอุดมด้วยวิตามินบีและแมกนีเซียมช่วยสร้างเซโรโทนิน ทำให้อารมณ์ดี รู้สึกผ่อนคลาย จิตใจสงบ มีวิตามินอีช่วยต้านอนุมูลอิสระที่เกี่ยวเนื่องกับความเครียด และโรคหัวใจ และยังมีสังกะสีช่วยในการบรรเทาความเครียดเช่นกัน
บล็อคโคลี ในบล็อคโคลีมีทั้งวิตามินบี 12 กรดโฟลิก ที่ช่วยส่งเสริมการผลิตเซโรโทนิน สารเคมีที่ทำให้อารมณ์ดีซึ่งร่างกายผลิตขึ้นเองได้ตามธรรมชาติ ช่วยบรรเทาความเครียด วิตกกังวล
ความกลัว
ธัญพืช เลือกรับประทานข้าวกล้องแทนข้าวขาว ขนมปังโฮลวีทและขนมปังขาว นอกจากจะทำให้ไม่อ้วนแล้ว ยังเต็มไปด้วยวิตามินบี เกลือแร่ เช่น แมกนีเซียม โพแทสเซียม และแคลเซียม โปรตีนและไฟเบอร์ ซึ่งช่วยทำให้ผ่อนคลาย ร่างกายและจิตใจสงบลง
นม นมอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่เกี่ยวกับความเครียด และยังประกอบด้วยทริปโตเฟนที่ช่วยทำให้จิตใจสงบ ดื่มนมคู่กับซีเรียล หรือคุกกี้ช็อกโกแลตชิพช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย หรือดื่มนมอุ่น ๆ ก่อนนอนช่วยให้หลับสบาย
ซูชิ นอกจากประโยชน์จากปลาแล้ว สาหร่ายในโรลมากิยังมีคุณสมบัติในการต่อต้านความเครียด อุดมด้วยแมกนีเซียม กรดแพนโทเธนิค และวิตามินบี 2 โดยกรดแพนโทเธนิคจะช่วยเปลี่ยนคอเลสเตอรอลเป็นฮอร์โมนสำหรับต่อต้านความเครียด ป้องกันอาการอ่อนเพลีย
แคนตาลูป แคนตาลูปเป็นแหล่งวิตามินซีที่ดีมาก มีสรรพคุณช่วยต่อต้านความเครียด บำรุงสายตา บำรุงสมอง แถมมีส่วนช่วยในเรื่องของการเกิดสมาธิ
เนื้อวัว ในเนื้อวัวมีธาตุเหล็ก วิตามินบี และสังกะสี ช่วยลดความกังวลใจ ช่วยให้กล้ามเนื้อและประสาทคลายตัว แต่เนื้อวัวก็มีไขมันอิ่มตัวที่เป็นสาเหตุของโรคหัวใจและโรคอื่น ๆ เช่นกัน ดังนั้นจึงควรเลือกรับประทานส่วนที่มีไขมันน้อย เช่น เนื้อสันนอก เนื้อสันใน สะโพกนอก
บลูเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่นั้นเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามินซีช่วยคลายความเครียดลงได้ นอกจากนี้ยังมีไฟเบอร์ช่วยป้องกันเซลล์ถูกทำลาย และป้องกันร่างกายจากผลกระทบของความเครียดอีกด้วย
ซีเรียล อาหารเช้าซีเรียลเต็มไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ เช่น วิตามินบี กรดโฟลิก วิตามินซี และไฟเบอร์ ที่ช่วยจัดการกับความเครียดให้เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น
หากได้อาหารที่มีประโยชน์ ที่ช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายระหว่างวัน ก็ไม่ต้องสะสมความเครียดเอาไว้ทั้งวัน ทำให้มีพลังในการต่อสู้กับความเครียดจากการทำงานได้ด้วยละคะ
วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2558
งาดำ
งาดำ
งาดำเป็นพืชที่มีประโยชน์อย่างมากและเป็นยาที่รักษาได้ทุกโรคนอกจากนี้ งายังมีวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ โดยเฉพาะแคลเซียมที่มีมากกว่านมวัวถึง 6 เท่า มีธาตุเหล็ก แมกนีเซียม สังกะสี ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และทองแดง และยังมากด้วยวิตามินบีชนิดต่างๆ ซึ่งดีต่อระบบประสาท ช่วยทำให้นอนหลับ ร่างกายกระฉับกระเฉง
พร้อมกันนั้นยังมีสารบำรุงประสาทด้วย และวิตามินอีเป็นตัวแอนติออกซิแดนท์ที่ช่วยต้านมะเร็ง
ส่วนประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง คือ ถ้าใช้น้ำมันงาดิบนวดตัวในตอนเช้าก่อนอาบน้ำ
จะช่วยปรับระบบประสาทและระดับฮอร์โมน ให้เข้าสู่สภาวะสมดุล ช่วยคลายเครียดทำให้จิตใจสงบ และยังสามารถนำน้ำมันงาดิบไปใช้นวดตัว เพื่อขจัดอาการปวดเมื่อย คลายกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดเข่า เคล็ดขัดยอก และทำให้กล้ามเนื้อไม่เหี่ยวย่น ดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ
ประโยชน์ของเซซามีนในงาดำ เซซามิน
เป็นสารลิกแนนชนิดหนึ่งในงาดำซึ่งมีปริมาณมากที่สุด สารดังกล่าวคือสารชีวโมเลกุลที่ทำหน้าที่ป้องกันตัวเองจากศัตรูพืช รายงานวิจัยที่ผ่านมามากมายต่างค้นพบว่า สารเซซามินมีคุณสมบัติทางชีวภาพสูงมาก สามารถสรุปได้ดังนี้
1. ช่วยต้านการอักเสบ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคข้อกระดูกอักเสบ
โรคข้อเสื่อม และอีกหลายโรคร้ายสำคัญ (Anti-inflammatory Effect) สารเซซามินในน้ำมันงาดำช่วยยับยั้งไอแอลวันเบต้า (Interleukin-1 Beta, IL-1 Beta) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการทำให้กระดูกอ่อนสลาย ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคอัลไซเมอร์ โรคเบาหวาน ฯลฯ ช่วยในการกำจัดสารพิษของตับ ทำให้ตับทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะในน้ำมันงาดำยังมีวิตามินอี กรดไขมันโอเมก้า 3 ธาตุสังกะสี ทองแดง ฯลฯ
2. ช่วยต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant Effect) ในน้ำมันงาดำประกอบไปด้วยสารเซซามิน วิตามินอี ธาตุสังกะสี วิตามินบี 1, 2, 3, 5, 6, 9 ทองแดง ไอโอดีน ใยอาหาร ฯลฯ ซึ่งสำคัญต่อการช่วยต้านอนุมูลอิสระ
3. ช่วยเสริมในการทำงานของวิตามินอี (Enhancement of Vitamin E) ทำให้ชะลอความชรา ไม่แก่เร็ว ไม่ป่วยเป็นโรคร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก เนื่องจากมีสารเซซามิน ธาตุสังกะสี ีอีก
4. ลดปฏิกิริยาความเครียดระดับเซลล์ในเนื้อเยื่อต่างๆ (Effect on Hypoxic and Oxidative Stresses) ทำให้คลายเครียด นอนหลับสบาย ส่งผลให้ระบบการทำงานในร่างกายดีขึ้นโดยรวม โดยสารเซซามิน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุสังกะสี แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฯลฯ ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ในน้ำมันงาดำจะไปช่วยคลายความเครียดและกระตุ้นการทำงานในเนื้อเยื่อต่างๆ
5. ช่วยลดการดูดซึมและการสังเคราะห์คอเลสเตอรอล (Reduce of Cholesterol)
ช่วยลดความดันโลหิตสูงได้อย่างดีเยี่ยม ช่วยป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจ ทำให้ระบบหัวใจแข็งแรง ช่วยกระตุ้นประสาทเรื่องการหดตัวของกล้ามเนื้อและการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจให้เป็นไปอย่างปกติ เนื่องจากสารสำคัญในน้ำมันงาดำ เช่น สารเซซามิน กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อน กรดไขมันโอเมก้า 3 กรดไขมันไลโนเลอิก กรดไขมันโอเมก้า 9 ฯลฯ6. ช่วยในการเผาผลาญสลายไขมัน (Effect on Fatty Acid Oxidation) ลดความอ้วนแบบธรรมชาติ ปลอดภัย เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้กระชับ โดยในน้ำมันงาดำมีสารเซซามิน ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม ฯลฯ ที่ช่วยในการเผาผลาญสลายไขมัน (Fat Burn)
7. ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์ ในระบบประสาท (Neuroprotective Effect) ทำให้สมองทำงานดี ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ความจำเสื่อม
8. ทำให้ระดับไขมันอยู่ในสัดส่วนที่พอดี (Hypolipidemic Effect) ช่วยดูแลเกี่ยวกับเรื่องของอัตราส่วนของไขมันในร่างกาย ลดปริมาณของคอเลสเตอรอล มีไขมันดีมากขึ้น ป้องกันโรคหัวใจ ลดความดันโลหิตสูงได้อย่างดีเยี่ยม เนื่องจากสารสำคัญในน้ำมันงาดำ เช่น สารเซซามิน กรดไขมัน โอเมก้า 3 กรดไขมันไลโนเลอิก กรดไขมันโอเมก้า9 ฟอสฟอรัส แมกนีเซียมฯลฯซึ่งช่วยให้ระดับไขมันอยู่ในสัดส่วนที่พอดี
ประโยชน์ของงาดำยังมีอีกมากมาย ลองหันมารับประทานงาดำกันดูบ้างนะคะ
วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2558
วิธีคลายเครียด
วิธีคลายเครียด
ความเคลียดนั้นมีอยู่กันในคนทุกคนไม่ว่าจะเคลียดกับปัญหาอะไรเคลียดมากเคลียดน้อยคนเราก็สามารถแก้ปัญหาหาทางออกได้พยายามอย่าคิดมากหรือเคลียดเพราะอาจจะทำให้บั่นทอนสุขภาพของเราได้ วันนี้เรามีวิธีคลายเคลียดมาฝากกันคะ
1.ลิ้มรสชาติของน้ำผึ้ง สิ่งที่ช่วยในการลดความเครียดได้ดีคือของหวาน ซึ่งน้ำผึ้งเพียงหนึ่งช้อนสามารถลดภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลได้ นอกจากนี้น้ำผึ้งยังมีประโยชน์ในการช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้้นและลดอาการอักเสบได้อีกด้วย
2.จิบชาเขียว หากรู้สึกโมโหหรือโกรธใครอยู่ ลองจิบชาเขียวดูสิ เพราะชาเขียวนั้นมีสารแอลทานีน ซึ่งเป็นสารช่วยระงับอารมณ์โกรธ เหมาะกับการจิบเพื่อผ่อนคลายเป็นที่สุด
3.กินขนมกรุบกรอบ มีการศึกษาพบว่าเมื่อคนเราเครียดมักจะรู้สึกอย่างกินขนมกรุบกรอบที่มีรสเค็มมากกว่าปกติ เพราะฉะนั้นจะมีอะไรจะทำให้รู้สึกผ่อนคลายไปได้มากกว่าการนั่งกินขนมกรุบกรอบอีกแต่ต้องเลือกทานหน่อยนะ แล้วทานให้น้อย ๆ ด้วย สักชิ้นสองชิ้นก็พอ เดี๋ยวความอ้วนจะถามหา พาลให้เครียดกว่าเดิม
4.กำหนดลมหายใจ วิธีที่ง่ายในการผ่อนคลายวิธีหนึ่งก็คือการกำหนดลมหายใจ โดยเพ่งจิตไปที่ลมหายใจ แล้วหายใจเข้าออกช้า ๆ การหายใจลึก ๆ ช่วยทำให้ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจลดลง การกำหนดลมหายใจนั้นเป็นการบรรเทาความวิตกกังวล ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับการรักษาด้วยการฝังเข็ม และช่วยสร้างสมดุลให้กับร่างกายและจิตใจได้ด้วย
6.ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เมื่อเรารู้สึกวิตกกังวล กล้ามเนื้อบางส่วนก็จะหดเกร็งและทำให้รู้สึกตึงเครียด แต่การผ่อนคลายกล้ามเนื้อจะช่วยให้กล้ามเนื้อส่วนที่หดเกร็งนั้นผ่อนคลายลง จึงช่วยลดความเครียดได้
7.ปลดปล่อยจินตนาการด้วยการฝันกลางวัน ปลดปล่อยจินตนาการของคุณไปกับการฝันกลางวัน จินตนาการถึงสิ่งที่ให้คุณมีความสุข อย่าไปสนใจว่ามันจะเป็นแค่เรื่องเพ้อฝัน เพราะเรื่องเพ้อฝันเหล่านี้นี่ล่ะที่จะช่วยให้ผ่อนคลายได้ดีเชียวล่ะ
8.ทดลองกดจุดด้วยตัวเอง การกดจุดสามารถช่วยลดความกดดันที่เกิดจากความเครียดได้ เพราะการกดจุดเป็นการรักษาด้วยการสัมผัส ซึ่งเป็นการปลดปล่อยความเครียดชนิดหนึ่ง เพียงใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้กดและนวดเบา ๆ ที่ ตรงระหว่างนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้อีกข้าง หรือจะใช้น้ำมันหอมลาเวนเดอร์ทาเบา ๆ เพื่อช่วยให้ผ่อนคลายมากขึ้น
9.บีบลูกบอลคลายเครียด ลูกบอลคลายเครียดเป็นอุปกรณ์ลดความเครียดที่พกพาได้สะดวก หากคุณรู้สึกเครียดหรือโกรธอะไรก็ตาม ให้หยิบลูกบอลคลายเครียดออกมาบีบไปเรื่อย ๆ ก็จะทำให้ความเครียดของคุณบรรเทาลงได้
10.หยดน้ำเย็นลงไปบนข้อมือ น้ำเย็นสามารถช่วยให้อารมณ์ของเราสงบลงได้ โดยการผสมน้ำหอมลงไปในน้ำเย็น แล้วหยดลงบนข้อมือและเอาน้ำเย็นแต่ที่ใบหู จะทำให้เส้นเลือดใหญ่ใต้ผิวหนังนั้นเกิดการระบายความร้อนและทำให้เรารู้สึกเย็นและสงบมากขึ้น สร้างพื้นที่ที่สงบให้กับตัวเอง
11.การเข้าไปนั่งเงียบ ๆ อยู่ในห้องน้ำ หรือหลบไปอยู่ซอกมุมเล็ก ๆ ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะทำเมื่อรู้สึกตึงเครียด แต่ที่คุณควรทำก็คือลองสร้างพื้นที่เล็ก ๆ ของตัวเอง เช่น ทิ้งตัวไปบนเก้าอี้นุ่ม ๆ แล้วจุดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นเบา ๆ จากนั้นก็ใช้เวลาอยู่กับมันสักครู่ก็จะสามารถลดความตึงเครียดได้
12.เล่นโยคะ การเล่นโยคะสามารถช่วยผ่อนคลายได้ เพราะบางท่าของโยคะนั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการลดความตึงเครียดและผ่อนคลายร่างกาย โดยเฉพาะท่ายืนด้วยไหล่ (Vipariti Kirani) ซึ่งเป็นท่าโยคะที่ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อขาและเท้าได้ โดยท่านี้จะต้องยกขาขึ้นไปบนอากาศ เหมาะสำหรับคนที่ต้องยืนหรือเดินทั้งวันเป็นอย่างยิ่ง
13.ยืดเส้นยืดสาย การยืดเส้นยืดสายจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อนั้นผ่อนคลายลง และความเครียดก็จะลดตามลงไปด้วย เมื่อต้องนั่งทำงานนาน ๆ ลองลุกขึ้นยืนแล้วยืดเส้นยืดสายดูสิ รับรองว่าหายเครียดแน่นอน
14.วิ่งไปรอบ ๆ คนเราไม่สามารถวิ่งหนีไปจากความเครียดได้ แต่การวิ่งไปรอบ ๆ ก็สามารถช่วยให้ผ่อนคลายได้ โดยเพียงแค่ใช้เวลาไม่กี่นาทีวิ่งไปรอบ ๆ ออฟฟิศหรือบริเวณบ้าน เมื่อสารเอ็นดอร์ฟินถูกหลั่งออกมาก็จะทำให้ความเครียดถูกขจัดไปได้ ออกไปเดินเล่น เมื่อเราจมปลักอยู่กับความคิดและความเครียดต่าง ๆ
15.การออกไปเดินเล่นก็สามารถช่วยทำให้สมองปลอดโปร่งขึ้นได้ เพราะการใช้เวลาอยู่คนเดียวจะสามารถทำให้เราคิดอะไรต่าง ๆ ออกได้ แถมยังเป็นการออกกำลังกายไปในตัวอีกด้วย
17.ฟังเพลงโปรด เพลงโปรดของเราไม่ว่าจะฟังเมื่อไรเราก็จะรู้สึกอารมณ์ดีเมื่อนั้น เพราะการฟังเพลงเป็นการช่วยหยุดความรู้สึกหรืออารมณ์แย่ ๆ และถ้าหากอยากผ่อนคลายมากกว่านี้ก็ลองฮัมเบา ๆ ตามเพลงไปด้วย รับรองว่าหายเครียดเป็นนปลิดทิ้งแน่นอน แล้วก็ถ้าหากอยากนอนหลับสบายล่ะก็ควรจะหาเพลงคลาสสิกมาฟัง เพราะเพลงคลาสสิกจะช่วยทำให้หลับได้ดีขึ้นด้วยล่ะ
18.อโรมาเทอราพี จมูกของเราเชื่อมต่อกับสมองในส่วนควบคุมความรู้สึกโดยตรง ดังนั้นหากรู้สึกเครียดก็ลองหยดน้ำมันลาเวนเดอร์, กลิ่นชา หรือกลิ่นอื่น ๆ ลงบนฝ่ามือหรือผ้าเช็ดหน้าแล้วดมกลิ่น กลิ่นเหล่านั้นจะช่วยในผ่อนคลายความเครียดได้
19.กลิ่นกาแฟก็ช่วยได้นะ รู้หรือเปล่ากลิ่นของกาแฟสามารถช่วยลดระดับของฮอร์โมนความเครียดได้ด้วยล่ะ แค่เพียงดมกลิ่นกาแฟร้อน ๆ ก็สามารถช่วยได้ แต่ไม่ต้องจิบล่ะ เพราะการดื่มกาแฟนั้นจะยิ่งทำให้เครียดไปยิ่งกว่าเดิม
20.วางแผนการพักร้อน เมื่อรู้สึกเครียดกับงาน ลองหลับตาลงแล้วนึกถึงวันพักร้อนที่กำลังจะมาถึง หรือหยุดทำงานสักครู่แล้วเข้าเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับแผนการพักร้อน เมื่อเรารู้สึกเพลิดเพลินไปการหาข้อมูลสำหรับการพักร้อนเราก็จะลืมความเครียดทั้งหมดไปเลยล่ะ
ถ้าหากใครที่กำลังเคลียดอยู่ก็ลองหาวิธีแก้อาการเคลียดดูกันนะคะอาจจะช่วยคุณได้คะ
วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2558
ประโยชน์ของไข่
ประโยชน์ของไข่
ไข่ไก่ 1 ฟอง มีน้ำหนักประมาณ 40-60 กรัม เป็นไข่ขาวประมาณ 30-35 กรัม ไข่แดงประมาณ 13-20 กรัม ไข่เป็นแหล่งโปรตีนสมบูรณ์ (Complete Protein) คือมีกรดอะมิโนที่จำเป็น (Essential Amino Acids) อยู่ครบถ้วนในปริมาณที่พอเหมาะ มีกรดอะมิโนพวกซัลเฟอร์อยู่ค่อนข้างสูงทั้งในไข่ขาวและไข่แดง เพื่อประโยชน์ในการสร้างเซลล์ผิวหนัง เล็บและผม ในไข่แดงมีวิตามินเอ ดี อี เค มากกว่าในไข่ขาว แร่ธาตุที่พบมากในไข่แดงคือ กำมะถัน โซเดียม โพแทสเซียม ส่วนแร่ธาตุที่พบได้บ้างคือ แคลเซียม แมกนีเซียม และเหล็ก ในไข่ขาวมีโปรตีนที่สำคัญ เช่น อะวิดิน (Avidin) ในไข่ดิบ อะวิดินจะจับกับไบโอทิน (Biotin) ซึ่งเป็นวิตามินที่ช่วยในการทำงานของเอมไซน์ต่าง ๆ ในร่างกาย
เมื่อจับกันจะเกิดเป็นสารประกอบที่น้ำย่อยไม่สามารถย่อยได้ ไบโอทินดูดซึมไม่ได้
เราจึงไม่ควรกินไข่ดิบหรือไข่ลวกสุก ๆ ดิบ ๆ ผู้บริโภคมังสวิรัติที่ไม่เคร่งมากนัก ควรบริโภคไข่เพื่อทดแทนเนื้อสัตว์ เพราะไข่มีวิตามินบี 12 ซึ่งเป็นวิตามินที่พบเฉพาะในอาหารจากเนื้อสัตว์เท่านั้น ร่างกายจำเป็นต้องใช้วิตามินบี 12 ในการผลิตเซลล์ใหม่ ๆ บำรุงสุขภาพสมองและประสาท ภาวะขาดวิตามินบี 12 จะส่งผลถึงการทรงตัว ความทรงจำ และอาจรวมถึงอารมณ์ บางรายอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการรับรู้และระบบประสาท
ควรเลือกไข่สดใหม่มาปรุงอาหารเพราะจะให้ทั้งความอร่อยและยังคงคุณค่าทางอาหารอยู่ครบถ้วน วิธีทดสอบง่าย ๆ ว่าไข่สดใหม่หรือไม่คือลองจับดู ไข่ใหม่เปลือกจะสากมือ เพราะยังคงมีนวลแป้งเคลือบเปลือกไข่อยู่ หรือจะลองนำเอาไปลอยน้ำ ไข่ใหม่จะจมลงไปอยู่ก้นภาชนะ ส่วนไข่เก่าจะลอยอยู่ใต้ผิวน้ำ ส่วนวิธีการเก็บไข่ไว้ในช่องเก็บ คือ ให้วางด้านที่ปลายเรียวลง หงายด้านป้านขึ้น เนื่องจากไข่แดงมีน้ำหนักเบากว่าไข่ขาว ไข่แดงจึงลอยขึ้น แต่โพรงอากาศที่อยู่ด้านป้านจะดันไข่แดงไม่ให้ลอยขึ้นจนไปติด
เปลือกไข่ ซึ่งเวลาตอกไข่จะทำให้ไข่แดงแตกง่าย
ที่สำคัญ อย่ามัวคำนึงถึงคุณประโยชน์ของไข่จนมองข้ามความสะอาดและปลอดภัยในการบริโภค เพราะอาจมีเชื้อแบคทีเรีย Salmonella Enteritidis ปนเปื้อนมากับเลือดหรือขี้ไก่บนเปลือกไข่ หรือมีเชื้ออยู่ในไข่แดงเนื่องจากแม่ไก่ป่วยติดเชื้อ หากได้รับเชื้อเข้าไปในร่างกายจะทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องเสีย จึงต้องเช็ดเปลือกไข่ให้สะอาดก่อนเก็บไว้ในตู้เย็น อีกทั้งอุณหภูมิต่ำจะทำให้การเจริญของเชื้อโรคลดลงด้วย สามารถเก็บไข่ไว้ได้นาน 3 สัปดาห์โดยไม่เสีย
เป็นไงละคะประโยชน์ของไข่มีมากมายอย่าที่เราไม่ขาดคิด
วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2558
ฟอกฟันขาวด้วยธรรมชาติ
ฟอกฟันขาวด้วยธรรมชาติ
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่มั่นใจในความสวยงามของซี่ฟัน เช่น เป็นคนฟันเหลือง หรือมีคราบสกปรกติดตามซอกฟัน เป็นต้น ก็อาจจะมีผลทำให้รอยยิ้มที่เคยมีไม่สดใสเท่าเดิมได้ การฟอกสีฟันให้ขาวบริสุทธิ์ จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจ ให้คุณกล้าที่จะยิ้มได้กว้างมากขึ้นกว่าเดิม
หลังจากที่คุณดื่มเครื่องดื่มประเภทชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม ติดต่อกันมาเป็นระยะเวลาหลายปี ย่อมมีผลทำให้ผิวฟันมีสีที่เหลืองขึ้นกว่าเดิมได้ โดยบางคนอาจจะเหลืองแค่เพียงบางซี่ หรือบางคนก็อาจจะฟันเหลืองทั่วทั้งปากเลยก็มี ซึ่งเรื่องเหล่านี้ก็ถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่สีฟันจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามการใช้งานที่ผ่านมาหลายปี


การทำให้ฟันขาวสามารถทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การใช้ยาสีฟันหรือผลิตภัณฑ์อื่นๆเพื่อฟอกขาวฟันซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่สูงและสามารถทำได้ด้วยตัวคุณเองที่บ้าน ไปจนกระทั่งการฟอกฟันขาวโดยอาศัยเทคนิคการใช้แสง ที่ต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญตามคลินิคเป็นผู้ทำให้และก็มีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น แต่สามารถเห็นผลได้รวดเร็วทันใจ หากเป็นการใช้สารเพื่อฟอกสีฟัน สารประกอบหลักๆที่นิยมใช้กัน ก็คือ สาร Carbamide peroxide หรือ hydrogen peroxide ที่มักจะใช้อยู่มีความเข้มข้นประมาณ 10-22% ที่ระดับความเข้มข้นเช่นนี้จะช่วยขจัดได้ทั้งคราบสกปรกที่ผิวฟันและคราบที่ฝังลึกลงไปในเนื้อฟันด้วย ซึ่งการเปลี่ยนสีฟันโดยวิธีนี้สามารถช่วยให้คุณมีสีของฟันที่ขาวขึ้นได้ 5-7 เฉด ซึ่งก็น่าจะพอเหมาะพอดีและไม่ดูแปลกตามากเสียจนเกินไป


วันนี้จึงนำ 7 วิธีฟอกฟันขาวด้วยสูตรธรรมชาติที่คุณทำได้เองมาฝากกันค่ะ
1.สตรอว์เบอร์รีช่วยสครับผิวฟัน กินสตรอว์เบอร์รีวันละ 1/2 ถ้วย เม็ดสตรอว์เบอร์รีเล็ก ๆ จะช่วยสครับผิวฟัน ขจัดคราบ และสิ่งสกปรกที่เกาะอยู่ที่ผิวฟันได้ แถมยังสตรอว์เบอร์รียังแคลอรี่ต่ำด้วยค่ะ
2.หนีให้ไกลกาแฟ ชา และน้ำอัดลม เพราะทั้งกาแฟและชาทำให้ฟันเหลือง แล้วยังทำให้มีคราบสีน้ำตาลเกาะที่ผิวฟันอีกต่างหาก ส่วนน้ำอัดลมก็อุดมด้วยน้ำตาลที่ไม่ดีต่อสุขภาพฟันเช่นกัน
3.ขัดฟันขาวด้วยเบกกิ้งโซดา เบกกิ้งโซดานับเป็นไอเทมสามัญประจำครัวที่หลาย ๆ คนมี นอกจากจะเอาไว้ทำขนมได้ หมักเนื้อนุ่ม ๆ ก็ได้ ยังนำมาขัดฟันขจัดคราบเหลือง ๆ ได้อีกด้วย โดยใช้เบกกิ้งโซดาปริมาณเพียงเล็กน้อยผสมกับยาสีฟัน แล้วใช้ยาสีฟันนี้แปรงฟันทุกวัน วันละ 1 ครั้ง หลังแปรงแล้วอย่าลืมบ้วนน้ำกลั้วปากให้สะอาดนะคะ
4.แปรงฟันหลังมื้ออาหาร การแปรงฟันทุกครั้งหลังมื้ออาหารนอกจากจะกำจัดคราบอาหารต่าง ๆ ที่จะมาเกาะติดฟันของคุณ อีกทั้งยังดีต่อสุขภาพเหงือก ลดแบคทีเรียในช่องปาก ลมหายใจหอมสดชื่น แถมเมื่อแปรงฟันไปแล้วยังช่วยลดความอยากอาหารได้ด้วย (คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยอยากกินอะไรเพิ่มอีกหลังแปรงฟัน) ถือเป็นการควบคุมน้ำหนักและสร้างวินัยในการรับประทานอาหารไปในตัวได้นะคะ
5.ใช้ไหมขัดฟัน ป้องกันไม่ให้คราบเหลือง ๆ จับตัวตามซอกฟันเสียแต่เนิ่น ๆ ด้วยการใช้ไหมขัดฟัน ขัดตามร่องฟันทุกซี่เป็นประจำ หากทำได้รับรองว่าซอกฟันซึ่งเป็นจุดอับที่เข้าถึงยากไม่มีทางเหลืองคล้ำหรือเป็นคราบแน่นอน
6.น้ำมะนาวก็ช่วยให้ฟันขาวได้ กรดแอสคอร์บิกในน้ำมะนาวช่วยฟอกฟันของคุณให้ขาวได้อย่างธรรมชาติ แต่อย่างไรก็ดีไม่ควรใช้น้ำมะนาวถูลงไปบนฟันของคุณโดยตรงนะคะ แค่บีบน้ำมะนาวผสมลงไปในน้ำเปล่าที่คุณดื่ม เท่านี้ก็เพียงพอแล้วล่ะ
7.ใช้ยาสีฟันสูตรไวท์เทนนิ่ง อีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้ฟันคงความขาวสวยสดใสไว้ได้ คือการใช้ยาสีฟันสูตรไวท์เทนนิ่ง แต่อย่าลืมเลือกยาฟันที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติด้วยนะคะ เพราะยาสีฟันสูตรไวท์เทนนิ่งจากสารสังเคราะห์ อาจกัดชั้นเคลือบฟันของคุณให้บาง และเกิดอาการเสียวฟันตามมาได้
แค่นี้เราก็มีรอยยิ้มสวยๆแล้วคะ



การทำให้ฟันขาวสามารถทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การใช้ยาสีฟันหรือผลิตภัณฑ์อื่นๆเพื่อฟอกขาวฟันซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่สูงและสามารถทำได้ด้วยตัวคุณเองที่บ้าน ไปจนกระทั่งการฟอกฟันขาวโดยอาศัยเทคนิคการใช้แสง ที่ต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญตามคลินิคเป็นผู้ทำให้และก็มีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น แต่สามารถเห็นผลได้รวดเร็วทันใจ หากเป็นการใช้สารเพื่อฟอกสีฟัน สารประกอบหลักๆที่นิยมใช้กัน ก็คือ สาร Carbamide peroxide หรือ hydrogen peroxide ที่มักจะใช้อยู่มีความเข้มข้นประมาณ 10-22% ที่ระดับความเข้มข้นเช่นนี้จะช่วยขจัดได้ทั้งคราบสกปรกที่ผิวฟันและคราบที่ฝังลึกลงไปในเนื้อฟันด้วย ซึ่งการเปลี่ยนสีฟันโดยวิธีนี้สามารถช่วยให้คุณมีสีของฟันที่ขาวขึ้นได้ 5-7 เฉด ซึ่งก็น่าจะพอเหมาะพอดีและไม่ดูแปลกตามากเสียจนเกินไป



วันนี้จึงนำ 7 วิธีฟอกฟันขาวด้วยสูตรธรรมชาติที่คุณทำได้เองมาฝากกันค่ะ
1.สตรอว์เบอร์รีช่วยสครับผิวฟัน กินสตรอว์เบอร์รีวันละ 1/2 ถ้วย เม็ดสตรอว์เบอร์รีเล็ก ๆ จะช่วยสครับผิวฟัน ขจัดคราบ และสิ่งสกปรกที่เกาะอยู่ที่ผิวฟันได้ แถมยังสตรอว์เบอร์รียังแคลอรี่ต่ำด้วยค่ะ
2.หนีให้ไกลกาแฟ ชา และน้ำอัดลม เพราะทั้งกาแฟและชาทำให้ฟันเหลือง แล้วยังทำให้มีคราบสีน้ำตาลเกาะที่ผิวฟันอีกต่างหาก ส่วนน้ำอัดลมก็อุดมด้วยน้ำตาลที่ไม่ดีต่อสุขภาพฟันเช่นกัน
3.ขัดฟันขาวด้วยเบกกิ้งโซดา เบกกิ้งโซดานับเป็นไอเทมสามัญประจำครัวที่หลาย ๆ คนมี นอกจากจะเอาไว้ทำขนมได้ หมักเนื้อนุ่ม ๆ ก็ได้ ยังนำมาขัดฟันขจัดคราบเหลือง ๆ ได้อีกด้วย โดยใช้เบกกิ้งโซดาปริมาณเพียงเล็กน้อยผสมกับยาสีฟัน แล้วใช้ยาสีฟันนี้แปรงฟันทุกวัน วันละ 1 ครั้ง หลังแปรงแล้วอย่าลืมบ้วนน้ำกลั้วปากให้สะอาดนะคะ
4.แปรงฟันหลังมื้ออาหาร การแปรงฟันทุกครั้งหลังมื้ออาหารนอกจากจะกำจัดคราบอาหารต่าง ๆ ที่จะมาเกาะติดฟันของคุณ อีกทั้งยังดีต่อสุขภาพเหงือก ลดแบคทีเรียในช่องปาก ลมหายใจหอมสดชื่น แถมเมื่อแปรงฟันไปแล้วยังช่วยลดความอยากอาหารได้ด้วย (คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยอยากกินอะไรเพิ่มอีกหลังแปรงฟัน) ถือเป็นการควบคุมน้ำหนักและสร้างวินัยในการรับประทานอาหารไปในตัวได้นะคะ
5.ใช้ไหมขัดฟัน ป้องกันไม่ให้คราบเหลือง ๆ จับตัวตามซอกฟันเสียแต่เนิ่น ๆ ด้วยการใช้ไหมขัดฟัน ขัดตามร่องฟันทุกซี่เป็นประจำ หากทำได้รับรองว่าซอกฟันซึ่งเป็นจุดอับที่เข้าถึงยากไม่มีทางเหลืองคล้ำหรือเป็นคราบแน่นอน
6.น้ำมะนาวก็ช่วยให้ฟันขาวได้ กรดแอสคอร์บิกในน้ำมะนาวช่วยฟอกฟันของคุณให้ขาวได้อย่างธรรมชาติ แต่อย่างไรก็ดีไม่ควรใช้น้ำมะนาวถูลงไปบนฟันของคุณโดยตรงนะคะ แค่บีบน้ำมะนาวผสมลงไปในน้ำเปล่าที่คุณดื่ม เท่านี้ก็เพียงพอแล้วล่ะ
7.ใช้ยาสีฟันสูตรไวท์เทนนิ่ง อีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้ฟันคงความขาวสวยสดใสไว้ได้ คือการใช้ยาสีฟันสูตรไวท์เทนนิ่ง แต่อย่าลืมเลือกยาฟันที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติด้วยนะคะ เพราะยาสีฟันสูตรไวท์เทนนิ่งจากสารสังเคราะห์ อาจกัดชั้นเคลือบฟันของคุณให้บาง และเกิดอาการเสียวฟันตามมาได้
แค่นี้เราก็มีรอยยิ้มสวยๆแล้วคะ
วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558
ออกกำลังกายลดพุง
วิธีลดพุงแบบง่าย ๆ โดยไม่ต้องออกกำลังกายหนักใช้เพียงความตั้งใจเพียงเล็กน้อย ควบคู่ไปกับวิธีการง่ายๆดังที่กำลังจะแนะนำต่อไปนี้ คุณก็จะสามารถลดหน้าท้องส่วนเกินที่เคยทำให้กังวลใจไปเลยคะ
3. การออกกำลังกายด้วยตัวเอง การควบคุมอาหารควรทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการออกกำลังกายเพื่อลดหน้าท้องเองก็มีอยู่หลายวิธี แต่ที่ได้รับความนิยม และสามารถทำได้ง่ายๆด้วยตัวเอง
มีดังต่อไปนี้
การเต้น การเต้น 1 ชั่วโมง สามารถช่วยเผาผลาญไขมันได้ถึง 400 แคลอลี่ โดยเฉพาะการเต้นแบบ Belly Dance นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณสาวๆ มีทรวดทรงที่กระชับเข้ารูปมากยิ่งขึ้น
ซิทอัพ + การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ โดยอาจเริ่มจากการซิทอัพ 20 ครั้ง แล้วค่อยๆเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ผสมกับการออกกำลังแบบคาร์ดิโอ เช่น การสิ่งจ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เป็นต้น อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 3 วัน ต่อสัปดาห์ เพื่อช่วยทำให้ร่างกายได้เผาผลาญไขมันออกไปได้ดียิ่งขึ้น
การนั่งยกขา โดยการนั่งหลังตรงพิงกับเกาอี้ ค่อยๆยกขาขึ้นให้ปลายเท้าลอยขึ้นจากพื้นเล็กน้อย ประมาณ 2-5 นิ้ว ขณะที่ทำการยกขาให้ใช้แรงจากหน้าท้องส่วนล่าง โดยยกขาค้างเอาไว้ประมาณ 5 วินาที แล้วสลับข้าง ให้ทำซ้ำประมาณ 10 ครั้ง
แขม่วหน้าท้อง เป็นการออกกำลังกายง่ายๆที่สามารถทำได้อยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังเป็นการช่วยบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องอีกด้วย โดยการหายใจเข้าแล้วแขม่วท้องเอาให้ได้มากที่สุด จากนั้นค่อยๆผ่อนลมหายใจออกจากท้องให้มากที่สุด ทำซ้ำประมาณ 10 ครั้ง
การเดิน ในขณะที่การออกกำลังกายโดยการเดิน หน้าท้องจะเกร็งเองโดยอัตโนมัติ ทำให้หน้าท้องกระชับ และยังช่วยลดต้นขาอีกด้วย ยังมีวิธีออกกำลังกายง่าย ๆ ที่ช่วยสลายพุงได้แค่เพียงทำเป็นประจำทุกวัน อย่างเช่น 3 ท่าออกกำลังกายดังต่อไปนี้คะ
สแตนดิ้งทวิสต์ (Standing Twist) ท่านี้เป็นท่าออกกำลังกายที่เรียกว่าง่าย ๆ สุด ๆ เลยล่ะค่ะ เพราะเป็นท่าบิดเอวเท่านั้นเอง แต่ขอบอกว่าถ้าทำเป็นประจำหน้าท้องที่มีห่วงยางก็ยุบไปได้เหมือนกันนะจ๊ะ ท่านี้สามารถทำได้ทั้งแบบที่มีอุปกรณ์หรือไม่มีอุปกรณ์ค่ะ
1. ยืนกางขาออกโดยให้ความกว้างระหว่างเท้าเท่ากับช่วงไหล่ มือข้างหนึ่งแตะที่ศีรษะ อีกข้างปล่อยว่าง หรือจะถือลูกบอลออกกำลังกายด้วยมือทั้ง 2 ข้างก็ได้
2. เริ่มต้นบิดเอวไปทางซ้าย และบิดมาทางขวา สลับกันไปจนครบ 100 ครั้ง
ไซด์เบนด์ (Side Bends) เริ่มต้นกันด้วยท่าออกกำลังกายง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ทั้งที่มีอุปกรณ์หรือไม่มีก็ได้ เป็นท่าออกกำลังที่เน้นบริเวณกล้ามเนื้อท้อง ใครที่อยากลดหน้าท้อง ท่านี้ถือว่าเหมาะมากเลยเชียวล่ะ แถมยังสามารถทำที่ใดก็ได้ไม่ต้องใช้พื้นที่มากมาย
1. ยืนกางขาออกโดยให้ความกว้างระหว่างเท้าเท่ากับช่วงไหล่ มือข้างหนึ่งเท้าเอว มืออีกข้างปล่อยว่าง หรือจะถือดัมเบลก็ได้
2. เอียงตัวลงไปยังข้างที่ไม่ได้เท้าเอวไว้ให้ได้มากที่สุด โดยต้องให้ตั้งแต่ส่วนเอวลงไปอยู่กับที่
3. ทำสลับไปมาทั้งสองข้างจนครบ 100 ครั้ง
ท่าแจ็คไนฟ์ (Jack Knife) ท่านี้ก็คล้าย ๆ กับการออกกำลังกายแบบซิทอัพเพียงแต่เปลี่ยนจากในแนวราบเป็นแนวตั้งนั่นเอง ถ้าทำเป็นประจำหน้าท้องยุบเฟิร์ม
1. นอนราบกับพื้น หรือบนม้านั่งยาว ยืดขาตรง ยื่นแขนตรงขึ้นไปเหนือศีรษะ
2. ยกแขนและขาขึ้นพร้อมกัน โดยต้องให้แขนขายืดตรง เป็นมุม 45 หรือ 90 องศากับพื้น และต้องให้ไหล่ยกขึ้นจากพื้น ค้างไว้ 2 - 3 วินาทีแล้ววางลง
3. ทำซ้ำจนครบ 40 ครั้ง ท่าออกกำลังกายสลายพุงไม่จำเป็นต้องเป็นท่ายากเลยคะ
เพียงหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และควบคุมอาหารควบคู่กันไปด้วย การออกกำลังกายก็จะได้ผลดีแน่นอน และยังได้รูปร่างที่สวยงามอีกด้วยคะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






















